03 มีนาคม 2013

เปลี่ยนอีกนิด.... เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ตอนที่ 2

เปลี่ยนอีกนิด.... เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

ผมถามขึ้นอย่างเรียบง่ายว่า “คนเราเกิดมาเพื่ออะไร” เธอนิ่งคิดสักครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบว่า “คนเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ” “หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายคืออะไร ใครเป็นคนมอบหมาย”¦ ผมถามต่อ “หนูไม่รู้หรอกค่ะว่า มันคืออะไร หนูรู้แต่ว่า ตอนเด็กๆ หนูมีหน้าที่เชื่อฟังพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ทำงานบ้าน เรียนหนังสือให้ดีให้เก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนให้จบ แล้วก็ออกมาทำงาน ทำด้วยความตั้งใจ กระตือรืนร้น ให้งานที่หัวหน้ามอบหมายมานั้นสำเร็จโดยไม่มีข้อผิดพลาดหรือผิดพลาดน้อยที่สุด” เธอตอบ “แล้วในการทำงานให้สำเร็จต้องมีใครหรืออะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง” ผมถามอีก เธอตอบอย่างมั่นใจ “ก็ต้องมีพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อนและหัวหน้าค่ะ” “การจราจร บรรยากาศในการทำงาน สุขภาพและ....อื่นๆ มีส่วนต่อความสำเร็จหรือไม่ครับ” ผมถามเพื่อนำเข้าสู่ประเด็นที่ต้องการให้เธอเปลี่ยนอีกนิดตามที่ตั้งใจไว้ “อ๋อ....พวกนี้ก็มีส่วนค่ะ แต่เราก็ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งเหล่านี้ได้” “หมายความว่า ในการทำงานให้สำเร็จจะต้องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องใช่ไหมครับ” “ใช่ค่ะ” เธอตอบ “มีอะไรบ้างครับ” “ก็มี…..ตัวเรา ผู้ร่วมงาน แล้วก็สิ่งแวดล้อม” เธอเอียงคอตอบอย่างมั่นใจ

“ปัจจัยที่ทำให้ชีวิตประสบผลสำเร็จมีหลายประการอย่างที่เข้าใจ ปัจจัยหรือองค์ประกอบเหล่านี้ได้แก่ ความรู้ ความสามารถ ทักษะประสบการณ์ มีโอกาส มีคนสนับสนุน และต้องมีบุญ ด้วย” ผมหยุดให้เธอได้คิดตาม แล้วเอ่ยต่ออย่างช้าๆว่า “ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ สามารถสร้างมาได้ด้วย การเรียนรู้ทั้งในและนอกตำรา ส่วนที่สำคัญคือ นอกตำรา เช่น เวลาของการออกแรงหรือออกกำลังกาย ข้อมูลทางโภชนาการในอาหารชนิดต่างๆที่เรากินหรือใช้ ซึ่งเราต้องหาอยู่ตลอดเวลา ไม่มีทางที่สิ่งเหล่านั้นจะเดินมาหาเรา เราต้องเดินไปหามัน ขอให้เจียดเวลาสักนิดเข้าไปหามัน” เธอมองหน้าผมอย่างพินิจพิเคราะห์ท่าทางเหมือนอยากฟังต่อ “โอกาสและคนสนับสนุนก็เช่นกัน เราต้องมองหามันอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราตื่นนอนเช้า อาบน้ำแต่งตัว กินอาหาร ทำงาน กลับบ้านนอน เช้ามาทำงาน ดึกกลับบ้านนอน ไม่เจียดเวลาไปหาโอกาสและสิ่งสนับสนุน เราก็จะไม่ได้ปัจจัยที่ทำให้เราประสบผลสำเร็จในชีวิต บ่อยครั้งที่เราได้สิ่งเหล่านี้มาโดยไม่เสียเวลามากมายอย่างที่คิด การดูหนัง ดูละคร ฟังเพลง อ่านหนังสือ ไปเดินช้อปปิ้ง เราก็อาจได้เห็นโอกาส และสิ่งสนับสนุนให้เราทำงานได้ดีขึ้น มีสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร หัวหน้า หรือแม้แต่ชีวิตส่วนตัวและครอบครัวดีขึ้นอย่างมากมาย” ผมพูดต่อ

“คุณหมอคะ ในชีวิตหนู มีแต่งานอย่างเดียวค่ะ ไม่เคยดูหนังดูละคร ฟังเพลงหรือไปช้อปปิ้ง มันเสียเวลา ละครก็น้ำเน่า ไร้สาระ ทำให้หนูเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์” เธอพูดชัดเจน

“โอเคครับ คนส่วนใหญ่มักคิดอย่างนั้น ลองคิดดูว่า ในน้ำเน่า ปลาหางนกยูงยังอยู่ได้ แสดงว่า ต้องมีอะไรดีๆอยู่บ้าง เอาอย่างนี้ ที่ว่าพวกนี้เอาเวลาไปโดยไม่เกิดประโยชน์ ลองคิดใหม่และทำใหม่ ปัญหาใหญ่ของเราก็คือ เงื่อนไขของเวลา ทำให้ไม่ได้ออกกำลัง ไม่ได้พักผ่อนอย่างเหมาะสม” ผมสรุปปัญหาของเธออย่างรวบรัด “ใช่เลยค่ะ แล้วจะทำอย่างไรดีคะ” เธอถาม

“อย่างที่พูดก่อนหน้าแล้วว่า ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด เราต้องบริหารเวลาของเราให้เหมาะสม ในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมงเราจะทำอะไรบ้าง เจียดเวลาออกมาวันละ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงซึ่งเท่ากับ เศษหนึ่งส่วนยี่สิบสี่หรือสี่สิบแปดของวันเท่านั้น ไปออกกำลังกาย ไปพักผ่อน เวลาส่วนนี้อาจเอามาจากกิจวัตรที่ทำอยู่แล้วเช่น ขณะอาบน้ำ ก็เปิดเพลงเต้นแอร์โรบิค จอดรถให้ไกลจากประตูทางเข้า เพิ่มเวลาในการเดิน ทำงานชั้น 3 จะใช้ห้องน้ำก็ลองเดินไปใช้ชั้น 2 หรือชั้น 4 เดินดูลูกน้องเพื่อนฝูงบ้าง โละงานบางอย่างที่คนอื่นสามารถทำแทนได้ ที่สำคัญต้องไว้ใจลูกน้องในการทำงานและต้องทำงานเป็นทีม ส่วนเราในฐานะหัวหน้า แค่วางแผน ติดตาม สุ่มตรวจ เราก็จะมีเวลาไปคิดงานใหม่ๆ แถมมีเวลาเหลือไปช้อปปิ้ง กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง ไปให้รางวัล สร้างแรงจูงใจให้กับชีวิตได้มากขึ้น ชีวิตก็จะมีความสุขมากขึ้น” ผมแนะนำวิธีการหาเวลาให้กับเธอ

เธอยิ้มเหมือนคิดได้ “คุณหมอค่ะ หนูไม่เคยคิดทำแบบที่คุณหมอว่ามาเลย เวลาไปกินข้าวหรือจอดรถ ก็จะจอดชิดทางเข้าให้มากที่สุด หนูต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืด เพื่อมาจองที่จอดรถ แล้วก็เข้าทำงานเลย ต่อไปหนูจะไม่ตื่นเช้ามาก จอดรถห่างหน่อยจะได้เดินออกกำลังกายอย่างที่คุณหมอแนะนำ” เธอตอบ

ผมยิ้มให้เธอพร้อมชมเธอว่า “ดีมาก ขอให้ทำเป็นประจำ เวลารถติดก็เปิดวิทยุฟังเพลง ฟังข่าว จะได้รู้การบ้านการเมืองบ้าง เราก็มีหัวข้อไปสนทนากับเพื่อนๆได้ เป็นคนทันสมัย ไม่ล้าหลัง ขณะเดียวกันก็ไม่หงุดหงิดกับรถที่ติดอีกด้วย” “ค่ะ” เธอรับคำ

ผมยิ้มให้เธออีกครั้งพร้อมกับถามว่า “ตอนนี้เข้าใจหรือยังว่า เปลี่ยนอีกนิด เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ทำอย่างไร” เธอนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง แล้วตอบว่า “ต้องคิดใหม่ทำใหม่ค่ะ” “ถูกต้องครับ” ผมตอบ  “ต้องเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการกระทำ และเพิ่มโลกทัศน์ ให้มากขึ้น แม้มันอาจดูยาก เพราะเราชินกับการดำเนินชีวิตแบบเดิมมาตลอด 20-30 ปี  แต่ค่อยๆ ทำทีละเล็กละน้อย ลองคิดดู ถ้าเราเปลี่ยนได้ทีละ 10% เปลี่ยน 10 ครั้งก็ได้ 100% แล้ว เหมือนกับเรายกของ 100 กิโลในเที่ยวเดียวดูจะเป็นการยาก โอกาสสำเร็จมีน้อยหรือเป็นไปไม่ได้  แต่ถ้าเรายกทีละ 10 กิโล 10 เที่ยว ดูจะง่ายกว่าและมีโอกาสสำเร็จได้สูง” เธอยิ้มพยักหน้า ดูสดใสขึ้น และลาจากไป……….

สองวันต่อมา ผมได้รับรายงานจากพยาบาลประสานงานว่า เธอเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน  เพลียไม่มีแรง  กินอาหารไม่ได้  เวียนศีรษะจะเป็นลมอีก ขณะนี้นอนให้น้ำเกลืออยู่บนหอผู้ป่วย ผมไปเยี่ยมเธอ ตรวจดูก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ  เธอบอกว่าเพลียไม่มีแรง ทำอะไรไม่ไหว แต่มานอนโรงพยาบาลอาการดีขึ้น กินอาหารได้ ไม่คลื่นไส้อาเจียน แต่ยังเวียนศีรษะเล็กน้อย นอนหลับได้ดี ขณะนี้เธออยู่ช่วงลาพักร้อน นอนไม่หลับ อยู่บ้านคุณแม่ทำอาหารใส่ยาจีนบำรุงสุขภาพให้เธอกินทุกมื้อ ผมเลยแนะนำให้เธอไปทำงาน เพราะชีวิตเธอเต็มไปด้วยงาน  หากวันไหนไม่ได้ทำงาน เธอจะยิ่งแย่ลงไปอีก เนื่องจากความกังวลที่ว่า งานจะทับถมกันมากจนทำไม่ทันหรือทำได้ไม่ดี เธอยิ้มพูดเสียงดัง “ใช่เลยค่ะคุณหมอ ทำเต็มที่ยังไม่ค่อยทัน ตอนนี้หยุดยิ่งแย่ ความจริงไม่อยากหยุดหรอกค่ะ แต่ผู้จัดการใหญ่สั่งให้หยุด ยิ่งหยุดก็ยิ่งแย่” ผมได้แต่อมยิ้ม แนะนำเธอให้มอบหมายงานให้ผู้อื่นทำ ต้องรู้จักไว้ใจเชื่อใจผู้อื่นบ้าง แม้งานทางด้านบัญชีจะผิดพลาดไม่ได้เลยก็ตาม “ต้องรู้จักลูกน้องของเรา ไว้ใจเขา มอบหมายงานให้เขาทำ เพราะทุกคนต้องการสร้างผลงาน ต้องการงานที่ท้าทาย และรักความก้าวหน้า ถ้าเรากลัวผิดพลาด เราก็ต้องมอบหมายมือรองๆลงไปตรวจสอบ แต่ต้องไม่ทำเสมือนไม่ไว้ใจเขา ต้องทำให้เป็นที่รู้กันทั้งหน่วยงานว่า เราจะตรวจสอบกันเอง พลัดกันตรวจ ใครถนัดอะไรก็จะได้งานนั้นมากหน่อย แล้วเริ่มไปออกกำลังกาย เดินช้อปปิ้งหาความรู้ใหม่ๆเข้าตัวให้มากขึ้น” เธอรับปากว่าจะทำให้ได้

สองวันต่อมา เธอมาตรวจตามนัด เธอเล่าว่า “หลังกลับไป ยังมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไม่ได้ออกกำลังกาย ยังนอนพักผ่อนอยู่กับบ้าน มันเพลีย ไม่มีแรง วันนี้คิดว่าจะนั่งแท็กซี่มาโรงพยาบาล แต่เห็นว่าเป็นวันหยุดรถว่าง เลยขับรถมาเอง” “เก่งมาก” ผมให้กำลังใจเธอ “คุณทำได้ กลับจากโรงพยาบาลให้แวะห้างสรรพสินค้า เดินดูของเป็นการออกกำลังกาย” “ไม่ไหวมังคะหนูยังไม่มีแรงเลย” เธอค้าน “ก็จะมีแรงที่ไหน มัวแต่กินอาหารบำรุงที่ไม่ชอบอยู่ทุกมื้อๆมันไม่ไหวหรอก” เธอหัวเราะเสียงใส “ทำไมคุณหมอรู้คะ หนูเบื่อมากเลย ปกติหนูชอบอาหารญี่ปุ่น แต่ไม่ได้กินมาหลายเดือนแล้ว เพราะไม่มีเวลาเลย” เธอตอบ ผมหัวเราะในคอ ขยั้นขยอเธอ “เดี๋ยวออกจากโรงพยาบาล ขับรถไปกินอาหารญี่ปุ่นและซื้อกลับไปกินที่บ้านด้วย เลิกทำให้พ่อแม่เป็นห่วง ยิ้มแย้มแจ่มใส เข้านอนหัวค่ำ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ กินข้าวให้เป็นเวลา พ่อแม่ก็จะเลิกตุ๋นยาบำรุงให้กินเองแหละ” เธอยิ้มแล้วลาจากไป ไม่รู้ว่า….เธอออกจากโรงพยาบาลไปกินอาหารญี่ปุ่นตามที่ผมแนะนำหรือเปล่า…….

 

.......ตอนเย็นของวันหนึ่ง ผมได้รับโทรศัพท์ “คุณหมอคะ...คุณหมอจำหนูได้หรือเปล่า หนูเคยไปหาคุณหมอเมื่อ 3 เดือนก่อนด้วยเรื่องวูบไงคะ คุณหมอให้หนูเปลี่ยนอีกนิด เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น คุณหมอจำได้หรือยังคะ” “อ๋อ....จำได้แล้ว เป็นไงบ้าง ตกลงวันนั้นไปกินอาหารญี่ปุ่นหรือเปล่า” ผมจำเธอได้แล้ว เธอผู้มีงานเต็มตัวจนไม่มีเวลาว่าง  “ไม่ได้ไปหรอกค่ะ หนูกลัวเลยกลับบ้าน แต่ไปเล่าให้น้องชายฟัง เราเลยออกมากินอาหารญี่ปุ่นมื้อเย็นพร้อมคุณพ่อคุณแม่ด้วย คุณหมอเชื่อไหมคะ มันเป็นอาหารมื้อที่อร่อยมากที่สุดเท่าที่หนูเคยกินมา หลังจากนั้นหนูเดินเข้าไปซุปเปอร์ เดินดูของ ซื้อของเข้าบ้าน ซึ่งหนูไม่เคยทำมาก่อนเลยหลังจากมีงานทำ หนูอ่านข้อมูลโภชนาการข้างขวดตามที่คุณหมอแนะนำก็ได้ความรู้ ได้เห็นของแปลกๆใหม่ๆมากมาย ยังหยิบซีดีหนังมาอ่านเรื่องย่อ แต่ก็ไม่ได้ซื้อนะคะ ตอนนี้หนูดูละคร ฟังเพลง จอดรถเดินไกลขึ้น เพื่อออกกำลังกาย ไปเข้าห้องน้ำชั้นบน มอบหมายงานและเชื่อใจลูกน้องมากขึ้น เพื่อนๆที่ทำงานต่างแปลกใจค่ะว่า ทำไมหนูถึงเปลี่ยนไป หนูก็เลยบอกว่าคุณหมอแนะนำให้ ‘เปลี่ยนอีกนิด เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น’ หนูต้องขอขอบคุณคุณหมอมากเลยนะคะ ถ้าไม่มีคุณหมอแนะนำในวันนั้น ป่านนี้หนูไม่รู้จะเป็นอย่างไร” ผมได้แต่อมยิ้ม “ดีแล้วครับ ตอนนี้เราดี หมอก็ดีใจด้วยครับ” ผมตอบ “แต่คุณหมอคะ” เธอแทรกขึ้นมา  “ตอนนี้หนูชักเริ่มเครียดอีกแล้ว” “ทำไม่ล่ะ” ผมถาม “ก็หนูร่าเริง เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไปที่ทำงาน ก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะน้องๆเอาไปทำหมด หนูนั่งอ่านหนังสือ ตรวจรายงานเล็กๆน้อยๆ เดินดูลูกน้องและเพื่อนๆทำงานจนเมื่อยขาไปหมดแล้วค่ะ เวลาก็ยังเหลืออีกเยอะ ผู้จัดการใหญ่ก็เรียกไปพบ หาว่าหนูมีเวลาว่างมากเกินไป ไม่มีงานทำเหรอไง ถึงมีเวลาไปดูงานคนโน้นคนนี้ หนูละกลุ้มๆจะทำไงดีคะ???”

 

…….ผมได้แต่อึ้ง……เฮ้อ! โลกนี้ช่างหาความสมดุลไม่ได้เลยนะเนี่ย……

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

- เปลี่ยนอีกนิด.... เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น (ตอนที่ 1)
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนจบ)
- สงครามกับชีวิต (ตอนแรก)
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนแรก)
- จากจานบินสู่กระทงหลงทาง
 
© 2011-2012 All Contents are copyright reserved by CardioOK
Design by MEALphotography.com