02 มิถุนายน 2013

ปล่อยวาง….. (แต่....ไม่ลืม)

ปล่อยวาง….. (แต่....ไม่ลืม)

ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง” ทุกอย่างมีเกิดก็ต้องมีดับ ไม่มีสิ่งใดจะอยู่กับเราอย่างถาวรตลอดไป ลองย้อนกลับไปดูชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่เรารักและหวงแหนที่สุดไม่ว่าบุคคลหรือสิ่งของ ไม่เคยอยู่กับเราอย่างจีรังยั่งยืน ไม่ว่าเราจะดูแลรักษาดีเพียงใดก็ตาม¦ ในขณะเดียวกัน ชีวิตของเราก็ไม่เคยประสบแต่ความสุขสมหวังทุกครั้งที่เราต้องการ เมื่อเกิดการสูญเสียหรือไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ก็จะเกิดความทุกข์ เศร้าโศก เสียใจ บางรายร่ำไห้ ตีอกชกหัว ในขณะที่บางคนกลับนิ่ง เครียด ห่อเหี่ยว หมดอาลัยตายอยากในชีวิต  บางคนถึงกลับฆ่าตัวตาย ไม่เพียงแค่นั้น ยังทำให้คนในครอบครัวอันเป็นที่รักต้องเสียชีวิตไปตามกัน ครั้นได้อย่างที่ปรารถนา ก็จะเกิดความสุข หัวใจพองโต โลกนี้มีแต่ความสดใส จึงมีผู้เปรียบเทียบชีวิตคนเราเหมือนกับ “ละครโรงใหญ่” ที่ทุกคนมาแสดงตามบทบาทที่ไม่มีทางรู้ล่วงหน้ามาก่อน ไม่รู้ทั้งบทแสดง ผู้ร่วมแสดงว่าจะมีกี่คน มีใครบ้าง ใครจะเป็นตัวดี ตัวร้าย ไม่รู้จักผู้กำกับทั้งกำกับบท ฉาก แสง สี เสียง ว่าเป็นใคร เป็นผู้กำกับเงินล้านเหมือนอย่างในละครที่เล่นกันหรือไม่ แถมไม่รู้ว่าจะกำกับดีหรือไม่อย่างไร หลายคนบอกว่า ไม่อยากดูละครในทีวี เพราะน้ำเน่า แต่ละครชีวิตของใครบางคน กลับเน่าเละเทะยิ่งกว่า  อย่างไรก็ตาม เราก็พอจะรู้จุดเริ่มต้นและจุดจบของชีวิต……

แม้เราจะพอรู้จุดเริ่มต้นและจุดจบของชีวิต แต่ระหว่างสองจุดดังกล่าวเราไม่มีทางรู้อะไรได้เลย เราจำ เป็นต้องแสดงไปแก้ไขบทบาทไป จัดแสง สี เสียงและฉากเอง ข้อเสียคือเราไม่สามารถที่จะกลับมาถ่ายใหม่ ตัดต่อหรือแก้ไขบทที่แสดงไปแล้วได้ เราจึงต้องแสดงด้วยความระมัดระวังไม่ประมาท โชคดีของพวกเราที่ระหว่างทางแม้เราจะไม่รู้ล่วงหน้า แต่เราอาจพอเตรียมตัวเตรียมใจได้ ด้วยการเรียนรู้สิ่งต่างๆเพื่อนำไปใช้เผชิญกับสิ่งแปลกใหม่ในชีวิตที่เราไม่สามารถคาดคิดหรือรู้ล่วงหน้า เรามีผู้กำกับมากหน้าหลายตาที่จะมาช่วยหล่อหลอมให้เราเดิน ทางไปในถนนชีวิตอย่างงามสง่า ไม่ตกหลุมพรางที่วางล่อไว้ ผู้กำกับเหล่านั้นได้แก่ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พี่ป้าน้าอา หัวหน้างานและเพื่อนฝูง เป็นต้น ท่านเหล่านั้นพยายามกำกับเราให้สามารถแสดงบทบาทชีวิตที่ดีที่สุด ด้วยการใช้ความเพียรพยายาม ทุ่มเทความรัก ความเอาใจใส่ลงไปอย่างมาก จึงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะไม่คาดหวังสิ่งที่ดีๆจากเรา และอดห่วงเราไม่ได้ เมื่อเราไม่สามารถเดินไปสู่สิ่งที่ท่านคาดหวังเอาไว้

ในบรรดาผู้กำกับละครชีวิตที่สำคัญที่สุดของเราก็คือ พ่อแม่ นอกจากจะเป็นผู้กำกับแล้ว ท่านยังเป็นผู้จัดการส่วนตัวของลูกๆอีกด้วย เริ่มตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลก ท่านจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างแทนเราอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อะไรที่เราจะได้ประโยชน์ท่านก็จะจัดหามาให้อย่างไม่รีรอ เมื่อเราโตขึ้น ก็จัดที่จัดทางวางแผนให้เล่าเรียนในโรงเรียนที่ดี จนกระทั่งหาคู่ครอง และตระเตรียมทรัพย์สมบัติไว้ให้เราล่วงหน้า เพราะท่านทราบเป็นอย่างดีว่า สมัยก่อนมีเสื่อผืนหมอนใบเป็นเศรษฐีได้ ปัจจุบันมีเสื่อผืน หมอนใบ แถมที่นอน มุ้งและบ้านอีกหนึ่งหลัง ก็ยังเป็นเศรษฐีไม่ได้

เมื่อท่านให้ความรัก ความเอาใจใส่เป็นอย่างดี  จึงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะไม่ตั้งความหวังในตัวเราไว้สมดังที่ลงทุนลงแรงไป ยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อหลอกเยาวชนให้ตกหลุมพรางได้ง่ายขึ้น พ่อแม่ก็อดเป็นห่วงเป็นไยไม่ได้ กลัวลูกติดยาเสพติด คบเพื่อนที่ไม่ดี  ติดการพนัน สารพัดจะคิดไป พ่อแม่ยุคใหม่จึงเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดี ประเภทไข่ในหิน ไรไม่ให้ไต่ ยุงไม่ให้ตอม ดูแลเลี้ยงดูลูกอย่างใกล้ชิดแม้จะเรียนจบแล้ว มีงานมีการทำ หรือแม้จะแต่งงานไปแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะอะไร.... เพราะท่านมีความรัก ความผูกพันในสายโลหิตของตน ยิ่งรัก ยิ่งผูกพัน ก็ยิ่งกังวล กลัวลูกจะเดินทางผิด ตกงาน กิจการขาดทุนล้มละลาย  จึงเข้ามาจัดการเรื่องราวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เคยเห็น “ลูกโต”นั่นเอง ฝ่ายคุณลูกแม้จะเข้าใจความหวังดีของพ่อแม่ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถยอมรับความหวังดีอันนั้นได้ เพราะทุกคนมีความคิด จิตวิญญาณ ต้องการการยอมรับ มีชื่อเสียงและความสำเร็จในชีวิตด้วยตนเอง และต้องการให้พ่อแม่ได้พักผ่อน มีความสุขในชีวิตเมื่อลูกๆช่วยตัวเองได้ ลูกบางคนถึงกับจ้างพี่เลี้ยง (อาจมากกว่า 1 คน) มาคอยดูแล พาเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ให้เงินทองใช้อย่างเหลือเฟือแต่กาลกลับไม่เป็นอย่างที่ลูกๆหวัง พ่อแม่กลับเป็นทุกข์ ว้าเหว่ หงอยเหงา  เศร้าหมอง เกิดความเครียดของจิตใจและกลายเป็นโรคทางกายขึ้น เพราะยัง “ปล่อยวาง” ไม่ได้……...

คุณสุขใจและคุณสมหมาย พาคุณพ่ออายุ 78 ปี มาตรวจด้วยเรื่องเหนื่อย แน่นหน้าอกเป็นมา 2-3 ปี ปกติคุณพ่อป่วยเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และหลอดเลือดหัวใจตีบ รักษาด้วยการใช้ยามาตลอด อาการโดยทั่วไปดีขึ้น หนึ่งปีผ่านมาแน่นหน้าอกอีก หัวใจเต้นเร็ว ได้รับการฉีดสารทึบรังสีพบว่า หลอดเลือดตีบเล็กน้อย ไม่รุนแรง แต่มีประสาทหัวใจห้องบนลัดวงจรแบบหัวใจห้องบนเต้นเร็วผิดปกติ (atrial flutter)  ได้รับการรักษาด้วยการจี้ประสาทหัวใจลัดวงจรด้วยคลื่นความถี่สูงเท่าคลื่นวิทยุประสบความสำเร็จ โดยไม่มีภาวะ แทรกซ้อนใดๆ หลังจากนั้นคุณพ่อมีอาการเหนื่อยง่ายมาก ขึ้นสะพานรถไฟลอยฟ้าไม่ไหว ซึ่งเดิมเดินขึ้นได้ดี คุณพ่อได้รับการตรวจเช็คหัวใจโดยละเอียดอีกครั้ง ไม่พบความผิดปกติใดๆ  ความดันโลหิตและเบาหวานควมคุมได้ดี ทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพานให้ผลปกติ สามารถออกกำลังกายได้ตามที่ควรจะเป็น โดยไม่มีลักษณะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

ซักประวัติเพิ่มเติมจากคุณสุขใจได้ความว่า ปกติคุณพ่อเป็นคนแข็งแรงมาก ดูแลสุขภาพตนเองอย่างสม่ำ เสมอและจริงจัง ออกกำลังกายทุกวัน สามารถเดินขึ้นสะพานรถไฟลอยฟ้าได้ดีมาตลอด จนกระทั่งคุณแม่เสียชีวิตเมื่อปีก่อน คุณพ่อเริ่มบ่นเหนื่อย ออกกำลังกายถดถอย เครียด นอนไม่หลับ ใจสั่น ความดันสูงขึ้น จนต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อลดความดัน และตรวจรักษาหัวใจห้องบนเต้นเร็วผิดจังหวะ หลังจี้หัวใจ คุณพ่อเกิดภาวะหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว คุณหมอให้ยาไปกิน อาการหัวใจเต้นพลิ้วก็หายไป แต่คุณพ่อไม่เคยมีอาการดีขึ้นเลย ยังคงเหนื่อยตลอดเวลา ทั้งๆที่ทดสอบสมรรถภาพหัวใจอยู่ในเกณฑ์ดี คุณหมอได้ปรับยาหัวใจหลายครั้ง และให้ยาคลายเครียด ยานอนหลับ อาการคุณพ่อไม่ดีขึ้นคงทรงๆทรุดๆ บ่นแต่ว่าทำไมไม่หาย อยากออกกำลังกายได้เหมือนเดิม  

การตรวจร่างกายทั่วไปพบว่า ชีพจรและความดันอยู่ในเกณฑ์ปกติ ท่าทางเครียด สีหน้าดูไม่มีความสุข ไม่มีรอยยิ้ม แถมขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลา ตรวจปอดหัวใจและระบบประสาทอยู่ในเกณฑ์ปกติอีกเช่นกัน หลังจากทราบผลตรวจเลือดครบถ้วน จึงแนะนำผู้ป่วยและญาติว่า คุณพ่อน่าจะเป็นโรคเครียดและซึมเศร้า  เพราะได้ตรวจหัวใจ ต่อมไทรอยด์ และผลเลือดต่างๆอยู่ในเกณฑ์ปกติ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการน่าจะมาจาก การที่คุณแม่เสีย ชีวิตเมื่อปีก่อน ร่วมกับโรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง  คุณพ่อที่นั่งฟังพวกเราพูดคุยกันมาตลอดเอ่ยแทรกขึ้นว่า “ไม่ได้เครียดเรื่องนี้ ไม่มีอะไรจะเครียด คุณแม่เขาไปสบายแล้ว ลูกๆก็โตหมดแล้ว มีงานการทำเป็นหลักเป็นฐาน ฐานะทางบ้านก็ไม่มีปัญหา ตอนนี้กังวลอย่างเดียวก็คือโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ ไม่รู้จักหายเสียที ยังอยากออกกำลังกายได้เหมือนเดิมก่อนจี้หัวใจ” คุณพ่อยังคงย้ำสิ่งที่ต้องการเหมือนเดิม

ผมได้อธิบายว่าโรคที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไม่รุนแรงพอที่จะทำให้คุณพ่อไม่มีแรงจนเดินออกกำลังกายไม่ได้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  ท่าทางคุณพ่อก็ยังเหมือนเดิม กังวลว่าเป็นโรคหัวใจที่รักษาไม่หาย ผมจึงหันไปถามคุณสุขใจว่า “นอกจากเรื่องคุณแม่ คุณพ่อยังมีเรื่องอะไรในบ้านอีกหรือไม่ เพราะลักษณะอาการน่าจะเกิดจากความ เครียด ซึมเศร้า ท้อแท้ ไม่อยากสู้ คุณพ่อน่าจะยังมีความต้องการอะไรบางอย่างที่ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ ตอนนี้ป่วยเป็นโรคหัวใจที่รู้สึกเองว่าไม่หาย จึงทำให้เครียด กลัวเสียชีวิตก่อนที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงอยากหายขาดจากโรคหัวใจ แต่ยิ่งเครียดก็ยิ่งทรุดลง”

คุณสุขใจหันไปสบตาคุณสมหมาย แล้วหันไปมองหน้าคุณพ่ออีกครั้งหนึ่ง เหมือนจะขออนุญาตคุณพ่อเล่าเรื่องให้ผมฟัง คุณพ่อกลับหลบตาก้มหน้าลงไม่สบตาด้วย บรรยากาศในห้องตรวจเงียบสงบ วังเวง ในที่สุดคุณสุขใจก็ทำลายความเงียบขึ้นมาว่า “คุณพ่อปลงไม่ตกค่ะ ท่านไม่ยอมปล่อยวาง เดิมท่านเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูง ก่อร่างสร้างตัวมาจากไม่มีอะไรเลย ตอนนี้มีทุกอย่างครบถ้วนและมากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ  งานของบริษัทและโรงงานทั้งหมดลูกๆก็รับมาทำให้ทุกอย่างแต่ท่านก็ยังไม่ยอมหยุด วันๆเอาแต่วางแผนทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา จนตอนนี้ลูกทุกคนมีงานล้นมือ แถมเวลาพวกเราทำงาน ท่านก็มักจะมาแนะนำให้ทำแบบโน้นแบบนี้ บางทีพวกเราช่วยกันวางแผนมาอย่างที่พวกเราคิดว่าดีที่สุด แต่ท่านก็ไม่ยอม ขอปรับเปลี่ยนแผนของเราตลอดแบบว่ารื้อทำใหม่หมด แนะนำให้เราลงทุนโน่นลงทุนนี่ทั้งๆที่พวกเราเห็นว่าไม่น่าทำ เพราะเศรษฐกิจ การ เมืองไม่ดี จนบางครั้งพวกเราก็หงุดหงิด ไม่อยากทำ มีปากเสียงกับท่านบ้าง แต่สุดท้ายพวกเราก็ทำ เพราะรักท่าน ยอมทำตามใจท่านมาตลอด จนกระทั่งก่อนป่วยครั้งนี้ ท่านไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่งโดยไม่บอกลูกหลาน แล้วก็จะสร้างโรงงานใหม่อีกโรงบนที่ดินผืนนั้น พวกเราทำไม่ไหวก็เลยปฏิเสธ ไม่มีใครอยากทำ ขอให้ท่านขายที่ดินผืนนั้นไป และขอให้ท่านปล่อยวาง เรื่องธุรกิจลูกๆช่วยกันคิดช่วยกันทำเองได้ ขอให้ท่านดูแลสุขภาพให้ดี จะไปเที่ยวไหนลูกๆ ก็จะพาไป ท่านก็ไม่ยอม เสียดายเงินทองและโอกาสที่จะทำธุรกิจที่ได้ผลกำไร”

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

- ปล่อยวาง….. (แต่....ไม่ลืม) (ตอนจบ)
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนจบ)
- สงครามกับชีวิต (ตอนแรก)
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนแรก)
- จากจานบินสู่กระทงหลงทาง
 
© 2011-2012 All Contents are copyright reserved by CardioOK
Design by MEALphotography.com