16 มิถุนายน 2013

ความเครียดจากการทำงาน

ความเครียดจากการทำงาน

บทนำ

ไม่มีธุรกิจใดๆในโลกนี้ที่สามารถขับเคลื่อนไปได้โดยปราศจากคนหรือพนักงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงไปจนถึงพนักงานผู้ปฏิบัติหน้างาน ต่างมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยกันทุกคน¦ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพภาพสูงสุดตามเป้าหมายขององค์กร แต่การทำงานร่วมกันของคนหมู่มากที่มาจากต่างเผ่าพันธุ์ ต่างครอบครัว ต่างความรู้สึกนึกคิดและความรู้ความสามารถที่แตกต่างกัน รวมทั้งอายุที่แตกต่างกัน ย่อมเกิดความรู้สึกในเรื่องการเอารัดเอาเปรียบ การกระทบกระทั่งไม่พอใจกันบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อเวลาผ่านไปถ้าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับความสนใจแก้ไขอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้บรรยากาศในการทำงานเป็นพิษ จากจุดเล็กๆลุกลามไปทั่วองค์กร เกิดเป็นความเครียด ท้อแท้และสิ้นหวัง กลายเป็นโรคที่องค์กรต้องเสียเงินเสียทองในการดูแลรักษา ความรุนแรงของโรคดังกล่าวอาจไม่รุนแรงมากไปจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ความเครียดหรือ Stress จึงจัดเป็นภัยเงียบ เป็นโรคที่ไม่สามารถมองเห็นได้ (Invisible disease) หากเราไม่ใส่ใจค้นหาและบริหารจัดการ ก็อาจทำให้องค์กรเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง จึงเป็นหน้าที่ของทุกๆคนในองค์กรที่จะต้องบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นกับพนักงานในองค์กรของเรา

 

คำจำกัดความ

                ภาวะเครียด (Stress) หมายถึง ผลรวมของปฏิกริยาของร่างกายละจิตใจที่ตอบสนองต่อสภาวะหรือการกระทำใดๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของบุคคลในการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข ส่วนใหญ่มักส่งผลในทางลบต่อความพึงพอใจของบุคคลนั้นๆ ความพึงพอใจเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่อการมีส่วนได้ส่วนเสียของบุคคล หากเสียผลประโยชน์ก็จะเกิดความไม่พึงพอใจ ตรงกันข้ามหากได้ประโยชน์ก็จะเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นไม่ว่าเราหรือผู้อื่นจะทำอะไรก็ตามที่มีผลต่อการมีส่วนได้ส่วนเสียของเรา ย่อมทำให้เราเกิดความเครียดไม่มากก็น้อย ตราบใดที่เรายังรู้สึกตัว ไม่นอนหลับหรือหมดสติ คนเราย่อมมีความเครียดเกิดขึ้นเสมอ ในชีวิตนี้เราจึงหลีกหนีความเครียดไม่ได้ ความเครียดที่เกิดขึ้นอาจมีทั้งประโยชน์และโทษ ความเครียดที่ไม่รุนแรง (กระทบต่อส่วนได้ส่วนเสียน้อย) อาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้สามารถพัฒนาทั้งตนเอง ครอบครัวและสังคมให้เจริญก้าวหน้า ความเครียดที่รุนแรงมากก็อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี  คนทุกคนจะทนและจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้ไม่เท่าเทียมกันและไม่เหมือนกัน คนที่ทนและจัดการได้ดีก็จะเกิดผลข้างเคียงของความเครียดน้อยลง การที่เราไม่รู้สึกเครียดก็เพราะ ความเครียดนั้นมีผลกระทบต่อความไม่พอใจของเราน้อยถึงน้อยมาก หรือเราอาจสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆที่มารุมเร้าเราได้ดีนั่นเอง ตรงกันข้ามกับผู้ที่ไม่สามารถทนและจัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม ก็จะเกิดผลข้างเคียงจากความเครียดอย่างใหญ่หลวง อาจถึงขั้นคิดสั้นตัดสินใจผิดพลาดจนถึงกับเสียชีวิต

               

 ผลของความเครียด

                เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดความเครียดขึ้น ผลกระทบและการจัดการกับความเครียดจะเกิดขึ้นในทันที การอบรมเลี้ยงดูสั่งสอน ความรู้สึกนึกคิด ความรู้และประสบการณ์ที่ได้สะสมมาของแต่ละบุคคล จะเป็นสิ่งสำคัญในการรองรับความรุนแรงของความเครียดที่เกิดขึ้น ผลที่เกิดจากความเครียดเป็นผลมาจากปฏิกริยาของร่างกายในการหลั่งสารเคมีเพื่อสนองตอบต่อสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดนั้น ได้แก่ สาร adrenaline, endorphin และ cortisol อาจแบ่งผลกระทบได้ดังนี้

                ผลต่อบุคคล (Personal stress) ในระยะสั้น สารเหล่านี้จะทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น หายใจเร็วและแรงขึ้น ขบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายผิดปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงขึ้น อารมณ์และความประพฤติส่วนบุคคลผิดไปจากเดิม เช่น เกิดอารมณ์โกรธง่าย ฉุนเฉียว หงุดหงิด ท้อแท้ โศกเศร้า สิ้นหวัง กินจุ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ การตัดสินใจผิดพลาด ติดสุรายาเสพติด เป็นต้น และอาจก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงในระยะยาว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน และโรคหัวใจ

                ผลต่อครอบครัว สังคมและการทำงาน (Organizational stress) ความเครียดนอกจากจะส่งผลทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อตนเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างและมีผลต่อการทำงานอีกด้วย เมื่อพฤติกรรมส่วนตัวเปลี่ยนไป สัมพันธภาพกับคนรอบข้างก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกันก็จะลดลง หย่อนประสิทธิภาพในการทำงาน เกิดอุบัติเหตุและอุบัติการณ์จากการทำงาน ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการลดลง เกิดภาวะทุพพลภาพ ค่าชดเชยและสวัสดิการต่างๆรวมทั้งค่ารักษาพยาบาลก็จะสูงขึ้นด้วย

  

ความเครียดจากการทำงาน

                เป็นผลรวมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในหลายปัจจัยทั้งทางด้านบุคคล องค์กร และสังคม ปัจจัยดังกล่าวได้แก่

  1. ความเครียดที่เกิดจากจากสังคม (Social stress) สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวรวมเป็นครอบครัวขยายหรือครอบครัวเดี่ยว ต่างคนต่างอยู่ ความสัมพันธ์ทางญาติผู้ใหญ่ลดลง เปลี่ยนจากสังคมชนบทเป็นสังคมเมือง คนต้องการความสะดวกสบายมากขึ้นทั้งในเรื่องความเป็นอยู่ประจำวันและการเข้าสังคม ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆทั้งด้านไฟฟ้า การสื่อสาร และการคมนาคมขนส่ง  เปลี่ยนจากกสิกรรมเป็นอุตสาหกรรม ต่างเข้ามาหางานทำให้เมืองใหญ่ๆ นโยบายปฏิรูปการศึกษาที่เน้นให้ทุกคนเรียนรู้เท่ากัน การเปลี่ยนแปลงด้านแรงงานจากนโยบายคุมกำเนิด การดูแลสุขภาพถ้วนหน้า และเทคโนโลยีในการค้นหาและรักษาดีขึ้น ประชากรมีอายุยืนมากขึ้น แต่แรงงานเข้าสู่ตลาดน้อยลงไม่เป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือไปต่างประเทศ และบทบาทของสตรีในตลาดแรงงานที่เทียบเท่าผู้ชายมากขึ้น จึงเกิดการแข่งขันสูง และเกิดข้อขัดแย้งระหว่างบ้านกับงานมากขึ้น
  2. ความเครียดที่เกิดจากองค์กร (Organizational stress) ในยุคของการสื่อสารไร้พรมแดนในปัจจุบัน ธุรกิจถูกกำหนดโดยผู้บริโภคหรือผู้รับบริการ ทำให้เกิดการแข่งขันสูง องค์กรจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อการแข่งขัน นั่นคือ ต้องเพิ่มรายได้ (ในขณะที่ต้องคงหรือลดราคาสินค้าและบริการ) และลดต้นทุน (ในขณะที่วัตถุดิบและแรงงานในการผลิตมีแต่สูงขึ้น) โดยที่สินค้าและบริการนั้นยังคงหรือมีคุณภาพดีขึ้น เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค องค์กรจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างองค์กร เป้าหมาย กลยุทธและยุทธวิธี ปรับสายการบังคับบัญชาใหม่ ใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสริมแทนแรงงานและเพิ่มการผลิต เพิ่ม product และ service ใหม่ ปรับเวลาทำงาน พนักงานมีความรู้สึกถูกใช้งานมากขึ้นไม่เหมาะสมต่อผลตอบแทนและสวัสดิการที่ได้รับ เหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในการทำงาน ทำให้เกิดความเครียดขึ้นในบุคคลและองค์กร
  3. ความเครียดที่เกิดจากตัวบุคคล (Personal stress) เป็นความเครียดที่เกิดจากการปรับสมดุลย์ชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งมีผลมาจากทั้ง
    1. ปัจจัยส่วนตัว เช่น ร่างกายอ่อนเพลีย จากการทำงานหนัก การอดหลับอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ การปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี และการมีโรคประจำตัว
    2. ปัจจัยครอบครัว เช่น การกระทบกระทั่งในระหว่างคู่ชีวิต ญาติและบุตร การเป็นหนี้เป็นสิน การเจ็บป่วยของคนในครอบครัว รวมทั้งการใช้ชีวิตร่วมกันในครอบครัว (ปัดกวาดเช็ดถู การทำอาหาร ล้างถ้วยล้างชาม และความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล)
    3. ปัจจัยในที่ทำงาน ความไม่พึงพอใจในกฎระเบียบและการกระทำของผู้บริหาร หัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ทั้งในเชิงนโยบาย ระบบ และวิธีทำงาน การถูกให้ทำงานที่มากและหนักเกินไป การไม่ได้รับการยอมรับและยกย่อง ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ การถูกตำหนิ การไม่ได้รับความยุติธรรม ความรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้บริหารและเพื่อนร่วมงาน การจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสม การถูกคาดหวังจากผู้บริหารมากเกินไป หรือสภาพของที่ทำงานไม่เหมาะสม ย่อมทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย

                                ผลจากความเครียดในที่ทำงานมักจะส่งผลกระทบย้อนกลับไปที่ บุคคลและครอบครัว เพราะความต้องการพื้นฐานของมนุษย์คือ อยู่รอด ปลอดภัย ยอมรับ นับถือ และ ก้าวหน้า ความต้องการนี้จะเกิดจากขั้นแรกไปสู่ขั้นสุดท้ายเสมอ ความเครียดก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น กล่าวพอสังเขปได้ดังนี้

                                เมื่อแรกเข้าทำงาน ความเครียดก็จะอยู่ในสองประการแรก คือ การปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงานใหม่ (การเดินทาง สถานที่ ระบบ ระเบียบ และบุคลากร ทั้งหัวหน้าและผู้ร่วมงาน รวมทั้งขั้นตอนวิธีการทำงานต่างๆ และการมีปฏิสัมพันธ์กับพนักงานอื่นๆนอกหน่วยงาน) หากผ่านระยะนี้ไม่ได้ ก็จะเกิดความท้อแท้ โศกเศร้า และลาออกไปจากองค์กร แต่หากผ่านระยะนี้ได้ ก็จะเข้าไปสู่ความต้องการการยอมรับนับถือ

                                เมื่อสามารถทำงานได้แล้ว เมื่อผ่านขั้นตอนของการอยู่รอด ปลอดภัยมาได้แล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป คือ การยอมรับ นับถือ ขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างยากลำบากกว่าขั้นตอนแรก เพราะต้องแสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ต้องมีหลักการและเหตุผล สามารถทำได้ตามนโยบายและเป้าหมายของหน่วยงานและระดับองค์กรเป็นอย่างดี ความเครียดจะเกิดจากความต้องการที่จะแสดงความสามารถที่เก่งกว่าและดีกว่าผู้อื่นให้ทุกคนเห็น จึงต้องหาโอกาสและมีผู้สนับสนุนที่ดี หากไม่สามารถผ่านปราการนี้ไปได้ จะเกิดการโกรธแค้น ตีโพยตีพาย ท้อแท้ ปฏิเสธงาน พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก หากผ่านด่านนี้ไปได้ ก็มักจะได้รับการสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้บริหารต่อไป

                                เมื่อขึ้นเป็นผู้บริหาร ความเครียดจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่ต้องทำเองมาเป็นให้ผู้อื่นทำ ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมากในการกำหนดให้ผู้อื่นปฏิบัติแทน จึงต้องรู้จักตัวเองให้มากขึ้น รู้จักผู้ร่วมงาน และต้องรู้จักงานที่ตนเองได้รับมอบหมายด้วย นั่นคือ รู้ตน รู้คน และ รู้งาน หากไม่พัฒนาตน พัฒนาคน แม้รู้งานก็จะไม่สามารถทำงานให้ลุล่วงตามที่องค์กรมอบหมายได้ ความเครียดจะเกิดจากการที่ต้องลงไปทำเองทุกอย่างโดยเฉพาะงานที่ไม่ไว้วางใจใครได้เลย ต้องใช้เวลาและพละกำลังอย่างมาก จึงกลายเป็นผู้บริหารเชิงเสมียน

 

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

- ความเครียดจากการทำงาน
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนจบ)
- สงครามกับชีวิต (ตอนแรก)
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนแรก)
- จากจานบินสู่กระทงหลงทาง
 
© 2011-2012 All Contents are copyright reserved by CardioOK
Design by MEALphotography.com