23 มิถุนายน 2013

ปล่อยวาง….. (แต่....ไม่ลืม)

ตอนจบ

ปล่อยวาง….. (แต่....ไม่ลืม)

คุณพ่อเงยหน้าขึ้นพูดบ้างหลังจากสงบนิ่งนั่งฟังมาโดยตลอด “ชีวิตของผมคลุกคลีกับการทำธุรกิจมาตั้ง แต่หนุ่มๆ ล้มลุกคลุกคลาน ฟันฝ่าอุปสรรคมาตลอด จนประสบความสำเร็จในชีวิต ผมสอนลูกๆให้ทำธุรกิจมาหลายสิบปี แม้เขาจะทำเป็น แต่ธุรกิจเป็นความเสี่ยงที่ผิดพลาดง่ายถ้าไม่วางแผน¦ ไม่เห็นโอกาสและฉกฉวยโอกาสนั้นมาเป็นของเรา ผมต้องวางแผนเพื่อให้เขาทำธุรกิจประสบความสำเร็จตลอดมา ตอนนี้ผมไปเลือกซื้อที่ไว้แปลงหนึ่งประมาณสี่ไร่ ทำเลตรงนั้นดีมาก ผมกะจะสร้างโรงงานอีกโรงขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้น ลูกๆเขาก็ไม่พอใจ ทำไม่ไหว ให้ผมขายทิ้ง แต่ที่ดินแปลงนี้ทำเลดี มีโอกาสเจริญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไม่ทำโรงงานก็สร้างตึกแถวหรือหอพักให้เช่าก็ได้ราคา ผม เสียดายที่ลูกๆ ไม่เชื่อผม”

“นั่นไงคะคุณหมอ คุณพ่อไม่ยอมปล่อยวาง อายุก็มากแล้ว แต่อยากทำโน่นทำนี่ตลอด ไม่ยอมหยุด พวกเราพูดเหตุผลเรื่องนี้กับคุณพ่อมานับครั้งไม่ถ้วน” คุณสุขใจพูดขึ้น “ถ้าท่านปล่อยวางได้ ทำงานลดลง ท่านก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอกค่ะ” คุณสุขใจกล่าวต่อไป ในขณะที่คุณพ่อได้แต่นั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา

ผมได้แต่นั่งฟังพร้อมกับคิดหาวิธีการพูดว่า จะทำอย่างไรดีจึงจะทำให้คุณพ่ออาการดีขึ้น ยอมรับการ “ปล่อยวาง”.... ผมจะเริ่มต้นอย่างไรดี ?????

หลังจากมองหน้าคุณพ่อ คุณสุขใจ  คุณสมหมาย และพยาบาลประจำห้องตรวจด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศให้เป็นกันเองมากขึ้น จึงตัดสินใจหันไปพูดกับคุณพ่ออย่างราบเรียบว่า “คุณพ่อครับ ผมขออนุญาตแนะนำอะไรสักนิดเถอะครับ” คุณพ่อเงยหน้าขึ้นมองตาผม พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ผมเลยสบช่องทางที่จะใส่ข้อมูลบางประการให้ท่านผ่อนคลายลง “ทำไมตอนนี้คุณพ่อยังมีความมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจทั้งๆที่ได้มอบหมายให้ลูกๆดำเนินกิจการหมดแล้วล่ะครับ” ผมถามด้วยความจริงใจและต้องการคำตอบ คุณพ่อหยุดคิดสักครู่แล้วพูดขึ้นว่า “ผมเป็นห่วงลูกๆครับ กลัวเขาจะดำเนินการผิดพลาด สิ่งที่สร้างมาก็อาจจะหมดไป ในขณะ เดียวกันก็ต้องสร้างใหม่ให้มีตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นของที่หามาได้ก็จะหมดไป” “แล้วที่ผ่านมาลูกๆ เขาดำเนินการผิดพลาดหรือเปล่าครับ” ผมรุกต่อ “เปล่าครับพวกเขาทำทุกอย่างประสบผลสำเร็จไม่มีอะไรผิดพลาด” คุณพ่อตอบ “อย่างนั้นคุณพ่อก็ไม่น่าเป็นห่วงพวกเขาอีกแล้วล่ะครับ คุณพ่อสอนพวกเขาจนสามารถทำได้และมีความรับผิด ชอบดีมาก ตอนนี้ก็น่าจะทดลองให้เขาได้แสดงฝีมือกันเอง คุณพ่อก็ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนเดินดูอยู่ข้างๆ ไม่ต้องลงไปทำเอง เล่นเอง ให้ตัดสินใจด้วยตนเอง อะไรที่พวกเขาไม่ต้องการ ก็ไม่ควรจะไปเคี่ยวเข็ญให้เขาทำ เวลามันเปลี่ยนแปลงไป ความคิดความอ่านและเหตุผลต่างๆก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เมื่อก่อนอย่างที่คุณพ่อตัดสินใจและการกระทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องในยุคนั้น แต่อาจไม่ถูกต้องเสียส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน ความคิดเห็นของคนรุ่นเก่ากับนุ่นใหม่จึงมักไม่ตรงกัน อยากให้คุณพ่อพิจารณาข้อนี้ด้วยครับ” “แต่ผมเห็นว่ามันดีจริงๆ เราน่าจะคว้าโอกาสนี้ไว้ ที่ก็ไม่แพง ลงทุนอีกนิดหน่อยก็จะได้กำไรอีกแยะในเวลาไม่นาน” คุณพ่อสวนขึ้นทันควัน และกล่าวต่อเหมือนหนึ่งกลัวใครจะมาสอดแทรก “ลูกๆเขาจะให้ผมปล่อยวางทั้งๆที่ผมยังแข็งแรง ยังทำงานไหว หากปล่อยวางนั่งๆ นอนๆชีวิตก็ไม่มีค่า กลายเป็นภาระของลูกหลานเปล่าๆ อายุผมเจ็ดสิบกว่ามันเป็นเพียงตัวเลข ผมยังทำงานไหว สมองยังปราดเปรื่อง ความจำยังใช้ได้ ไม่หลงลืม” คุณพ่อพูดเสียงดังระคนความหงุดหงิดแต่ด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย ทุกคนหยุดพูด อึ้งกันไปหมด บรรยากาศเงียบเหงาลงอีกครั้งหนึ่ง

ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณพ่อมากขึ้น สูดหายใจเข้าปอดอย่างต็มที่แล้วพูดอย่างตั้งใจว่า “คุณพ่อครับ คำว่า ‘ปล่อยวาง’ มีคำอยู่สองคำร่วมกันคือ ‘ปล่อย’ และ ‘วาง’ ปล่อย หมายถึง การส่งมอบกิจการหรือภาระกิจต่างๆออกไปให้พ้นจากหน้าที่ของตนเอง ในชีวิตคุณพ่อที่ผ่านมา มีกิจกรรม ความคิดและอื่นๆที่คุณพ่อแบกรับไว้มากมาย หากคุณพ่อไม่ปล่อยออกไปเสียบ้างก็จะเกิดการสะสมสิ่งต่างๆมากขึ้นๆ จนไม่สามารถจะแบกรับเอาไว้ได้ เนื่องจากเกิดความเหนื่อยเมื่อยล้า สิ่งที่แบกไว้ก็จะหลุดหล่นจากตัวตกลงบนพื้นจนอาจเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ส่วนอีกคำคือ วาง หมายความว่า การที่เราจะปล่อยงานหรือภาระกิจต่างๆของเราออกไป เราจะต้องมอบหรือวางให้ ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา  หากยังไม่มีใครเหมาะสมที่เราจะวางได้ เราก็ต้องอบรม  สั่งสอนเขา ให้เกิดการเรียนรู้ มีทักษะ ที่จะนำพางานต่างๆของเราให้ประสบความสำเร็จ” ผมหยุดกลืนน้ำลายและมองหน้าคุณพ่อเพื่อประเมินว่าคุณพ่อและคนอื่นๆเข้าใจอย่างที่ผมพูดหรือไม่ และเพื่อให้คุณพ่อตั้งคำถามหากยังสงสัยอยู่ 

 ทุกคนยังคงเงียบ สายตามองมาที่ผมด้วยความตั้งใจ อยากรู้ว่าผมจะพูดอย่างไรต่อไป “เมื่อเราปล่อยและวาง หมายความว่าเราหมดหน้าที่ที่รับผิดชอบแล้วใช่หรือไม่” ทุกคนนิ่งอีก “เปล่าเลย เรายังไม่หมดหน้าที่ แต่กลับมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะเดิมเราทำทุกอย่างด้วยตนเอง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราต้องการ ผลของการดำเนินงานจะสำเร็จหรือไม่ เรารู้ดีตลอดเวลา แต่เมื่อเราปล่อยวางให้ผู้อื่นทำ เราไม่มีความมั่นใจว่า เขาจะทำได้ดีหรือไม่เพียงใด ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของการปล่อยวางก็คือ ‘ต้องไม่ลืม’ หมายความว่า เมื่อเรามั่นใจส่งมอบงานหรือกิจการให้กับใครไปแล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะหมดอำนาจหรือหน้าที่ทุกอย่าง ไม่ต้องทำอะไรอีก ในทางตรงข้ามเรายังต้องมีภาระหน้าที่ที่จะต้องติดตามประเมินผลว่า สิ่งที่เรามอบหมายให้กับเขาไปนั้น เขาทำได้ดีมากน้อยเพียงใด จำเป็นที่เราจะต้องให้คำแนะนำ หยิบกลับเข้ามาหรือต้องวางใหม่หรือไม่ หากเขาทำได้ดี เราก็คงแค่มองและเกื้อหนุนให้เขาทำได้ดียิ่งๆขึ้น หากเห็นท่าไม่ดีก็เข้าไปแนะนำให้เขากระทำในสิ่งที่ถูกที่ควร ช่วยเหลือเขาอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้เขาประสบผลสำเร็จ”

“ผมจึงอยากให้คุณพ่อกับคุณลูก ทำความเข้าใจในเรื่องของ การปล่อยวางแต่ไม่ลืม ไม่เช่นนั้นคุณพ่อก็จะรู้สึกหมดอำนาจหน้าที่ ไร้ประโยชน์ เลยต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวทุกขั้นทุกตอน ส่วนลูกก็เข้าใจว่า พ่อแม่ไม่ยอมปล่อยวาง เพราะบอกว่ายกให้ แต่ทำไมยังมาล้วงลูกอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยวางจริง เกิดการขัดแย้งซึ่งกันและกัน สุดท้ายพ่อแม่ก็ต้องยอมให้กับลูกด้วยความรัก ความผูกพัน แต่เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ผิดหวังในตัวลูกหลานเพราะในชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยโต้แย้งหรือขัดคำสั่งพ่อแม่ กลายเป็นโรคเครียดและมีอาการทางกายเกิดขึ้นอย่างที่คุณพ่อเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แหละครับ” ผมกล่าวในตอนท้ายเพื่อให้ทุกคนฉุกใจได้คิดเห็นใจซึ่งกันและกัน

คุณพ่อเงยหน้าขึ้นสบตาผมอีกครั้งอย่างปลงตกแต่ก็ยังมีแววแห่งความหวัง คุณสุขใจพูดขึ้นว่า “คุณพ่อได้ยินที่คุณหมอพูดหรือเปล่าคะ ถ้าคุณพ่อปล่อยวางก็ไม่ได้หมายความว่า คุณพ่อจะเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ คุณพ่อยังคงมีสิทธิในธุรกิจนั้นๆอยู่ ไม่จำเป็นที่คุณพ่อจะต้องไปเริ่มทำธุรกิจอื่นๆใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีกนะคะ” “ใช่ครับ คุณพ่อ” คุณสมหมายซึ่งเงียบมาตลอดพูดสนับสนุน “คุณพ่อก็ยังมีสิทธิ มีอำนาจเหมือนเดิมครับ พวกเรายินดีทำตามที่คุณพ่อแนะนำเสมอครับ” คุณสมหมายยืนยันหนักแน่น

คุณพ่อหันไปสบตาลูกๆอย่างพอใจด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม หัวคิ้วไม่ย่นเข้าหากันอีกต่อไป คุณพ่อกลับไปด้วยความเข้าใจที่ดีขึ้น เป็นความเข้าใจของครอบครัวที่มีความรักความผูกพันต่อกัน ที่รู้จักคำว่า ปล่อยวาง (แต่ไม่ลืม) มากขึ้น สิ่งนี้ไม่ใช่จะใช้ได้เฉพาะพ่อแม่กับลูกหลานเท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะใช้กับการทำงานภายในองค์กรอีกด้วย เพราะหัวหน้ามีหน้าที่ทำงานที่ได้รับมอบหมายจากองค์กรให้สำเร็จโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากคนอื่นให้เป็นผู้ทำแทน ดังนั้น  หัวหน้าก็ต้องปล่อยวาง…แต่…ก็ต้องไม่ลืม…..เช่นกัน

…….จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมไม่ได้พบคุณพ่อและลูกๆอีกเลย รู้แต่เพียงว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่ดินผืนนั้น ท่านยังอยากได้โรงงานใหม่ ตึกแถวหรือหอพักอยู่อีกหรือเปล่า หรือท่านมีไอเดียเก๋ๆอื่นๆเกิดขึ้นอีกมากน้อยแค่ไหน….

 

…….ใครได้ข่าวคุณพ่อช่วยบอกผมที.........

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

- ปล่อยวาง….. (แต่....ไม่ลืม)
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนจบ)
- สงครามกับชีวิต (ตอนแรก)
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนแรก)
- จากจานบินสู่กระทงหลงทาง
 
© 2011-2012 All Contents are copyright reserved by CardioOK
Design by MEALphotography.com