06 กรกฏาคม 2013

ความเครียดจากการทำงาน

ความเครียดจากการทำงาน

การค้นหาและประเมินความเครียดของบุคลากร

ความเครียดในที่ทำงานมักเริ่มจากความเครียดส่วนบุคคล ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใดก็อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและความสำเร็จขององค์กร ดังนั้นพนักงานทุกคนรวมทั้งผู้เป็นหัวหน้าจำเป็นที่จะต้องพิจารณาและประเมินความรุนแรงของความเครียดที่เกิดขึ้นกับตนเองและหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ¦ดังนี้

                Physical signs มักมีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ เช่น ปวดเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ ปัสสาวะกระปริดกระปรอย เหงื่อออกปลายมือปลายเท้า ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ท้องผูกท้องเสีย ใจสั่น เจ็บแน่นหน้าอก ไอหอบ ความดันโลหิตสูง เกิดโรคหัวใจ หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ

Emotional signs เพลีย กระสับกระส่าย อารมณ์เสียง่าย ไม่สมเหตุสมผล ไม่สนใจตนเองและคนอื่น เสียสมาธิง่าย เศร้าโศก เสียใจ ละอายใจ เสียความมั่นใจในตนเอง คิดมาก ตัดสินใจช้า ขาดความรอบคอบ ย้ำคิดย้ำทำ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม มองคนและโลกในแง่ร้าย

Behavioral symptom กินเก่งขึ้น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ติดยาเสพติด ใช้จ่ายมากขึ้น

พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ บุตร ภรรยา เพื่อนผู้ร่วมงานและหัวหน้ามักจะสังเกตุเห็นก่อนที่ตนเองจะรู้สึก ดังนั้นหากคนใกล้ตัวแนะนำหรือชี้ประเด็นให้เห็น จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าได้โกรธหรือเกลียดหรือหาความว่า เขาใส่ร้าย ทั้งนี้เพื่อการรักษาภาวะเครียดให้ลดลงหรือหายไป

 

การวัดผลของความเครียดในที่ทำงาน

                ความเครียดมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดและการกระทำภายในองค์กร จึงส่งผลต่อเป้าหมายและความสำเร็จขององค์กร เกิดปัญหาทั้งทางด้านการงานและการเงิน เราอาจวัดได้จากดัชนีชี้วัดต่างๆ เช่น อุบัติเหตุและอัตราการเจ็บป่วยจากการทำงานเพิ่มมากขึ้น การขาดลา (ลาป่วยลาออก) มาสายของพนักงานเพิ่มขึ้นผิดปกติ ความปลอดภัยในที่ทำงานลดลง (Sick building syndrome) ผู้ปฏิบัติงานขาดขวัญและกำลังใจ คุณภาพและผลผลิตของสินค้าและบริการถดถอย การทำงานที่ก้าวก่ายกันหรือไม่ชัดเจน การสื่อสารไร้ประสิทธิภาพ ทำงานผิดพลาดบ่อย สภาพและบรรยากาศการทำงานที่ไม่ดี มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งระหว่างแผนกต่อแผผนก ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและผู้มารับบริการถดถอยลง ภาพลักษณ์องค์กรเสื่อมถอย ฯลฯ มาใช้วัดผลความรุนแรงของความเครียดในองค์กรได้

 

การบริหารความเครียด

                ผลของความเครียดที่เกิดขึ้นจะปรากฏในสองมิติคือ ผลทางกาย และ ผลทางอารมณ์และจิตใจ ทั้งสองประการจะทำให้เกิดอาการและโรคต่างๆ ดังนั้นจึงควรดูแลและปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ

  1. ดูแลสุขภาพทางกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ได้แก่ การปฏิบัติตามสุขบัญญัติ 10 ประการ ที่สำคัญคือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดละเลิกสิ่งเสพติดให้โทษ เหล่านี้จะช่วยลดความเครียดลงได้
  2. ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการใช้ชีวิต พยายามเปลี่ยนความคิดและการกระทำเชิงลบให้เป็นเชิงบวกมากขึ้น กรรมคือ ผลของการกระทำ ดังนั้น ทุกคนเกิดมาเพื่อสร้างกรรม ไม่ใช่เกิดมาเพื่อใช้กรรม เพราะก่อนเกิดเราไม่รู้อดีต หลังเกิดเราไม่รู้อนาคต รู้เพียงว่า เรามีการกระทำเกิดขึ้นนับตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต

                        กรรมมีสองประเภทคือ กรรมดีและกรรมไม่ดี กรรมดีคือ ผลของการกระทำนั้นไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเองและหรือผู้อื่น ส่วนกรรมไม่ดีจะมีผลตรงข้ามกับกรรมดี การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมมีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีปะปนกันเสมอ นั่นคือจะต้องมีคนเดือดร้อนเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นเราจึงต้องพยายามกระทำการใดๆที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่นให้น้อยที่สุด การทำตามกติกาข้อกำหนดด้วยจิตใจเอื้ออาทร ซื่อสัตย์สุจริตและไม่เอาเปรียบผู้ร่วมงานและองค์กร บรรลุตามเป้าหมายองค์กรที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ

                        รู้จักการให้ผู้อื่น การให้จะทำให้เราเกิดความสุข ลดความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ลดความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการให้สิ่งของ เงินทอง หรือแม้แต่สิ่งที่นามธรรมได้แก่ ให้อภัย ให้ความรัก ให้ความเข้าใจ ให้ความสงสารเมตตา

                        ไม่ควรสงสารตนเองและเปรียบเทียบชีวิตเรากับชีวิตคนอื่น เมื่อเราสงสารตัวเอง จะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เกิดความโศกเศร้า รำพึงรำพันในโชควาสนา เกิดการทำร้ายตนเอง ส่วนการเปรียบเทียบนั้นจะทำให้เราท้อแท้ ขาดขวัญและกำลังใจ เพราะเราไม่เคยเปรียบเทียบชีวิตเรากับผู้อื่นที่อ่อนด้อยกว่า เรามักจะเปรียบเทียบกับคนที่ดีกว่า เก่งกว่าเสมอ จึงทำให้เรามองโลกในแง่ร้าย ดูถูกตนเอง

  1. ลดละเลิกความวิตกกังวลและความเป็นห่วง ความวิตกกังวลและความเป็นห่วง เป็นผลสรุปของการคาดคะเนล่วงหน้าในสิ่งทียังไม่เกิด สิ่งเหล่านี้มักก่อให้เกิดความเครียดได้ง่าย เราไม่เคยวิตกกังวลหรือเป็นห่วงในสิ่งที่เป็นความสุข เรามักจะคาดการแต่สิ่งที่ไม่ดีไว้ก่อน เพื่อการป้องกันและแก้ไขในอนาคต ตามสุภาษิตที่เราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กที่ว่า ความประมาทคือหนทางแห่งความหายนะ ดังนั้นเราจึงควรใช้สติปัญญาพิจารณาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และวางแผนแก้ไขอย่างเป็นรอบคอบ เมื่อวางแผนแล้ว ก็ควรตรวจติดตามประเมินเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ แก้ไขตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ บางอย่างที่เป็นสัจธรรม ที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น เกิด แก่ เจ็บ และ ตาย ก็ต้องยอมรับอย่างสนิทใจ การหาทางแก้ไขเยียวยาบางครั้งอาจเกิดผลเสียมากขึ้นอีกก็ได้
  2. รู้จักและยอมรับความเป็นตัวตนที่แท้จริง ควรสำรวจและประเมินตนเองอยู่เสมอว่า เรามีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหนในการทำงาน มีคุณสมบัติในการทำงานและใช้ชีวิตที่เป็นจุดอ่อนจุดแข็งมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เป้าหมายหรือความคาดหวังของชีวิตจะเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด จะลดละเลิกจุดอ่อนหรือข้อด้อยเหล่านั้นได้อย่างไร จะเสริมจุดแข็งเหล่านั้นได้อย่างไร และจะดำเนินชีวิตไปอย่างไร จึงจะบรรลุตามที่ตั้งใจไว้ หากเรายอมรับในตนเอง เราจะเกิดความเคารพตนแองมากขึ้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าทางดีหรือทางไม่ดี เราก็จะสามารถปรับตัวได้ง่ายกว่าเมื่อเราไม่รู้ตนเองมาก่อน
  3. พัฒนาตนเอง ได้แก่ การฝึกฝนทักษะการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น วิเคราะห์ปัญหาต่างๆด้วยสติปัญญา และแก้ปัญหาต่างๆในเชิงสร้างสรรค์ รวมทั้งพัฒนาให้มีสุขภาพจิตที่ดี สร้างรอยยิ้มและอารมณ์ขันในการทำงานให้มากขึ้น 
  4. สร้างสมดุลของชีวิต ระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตทำงาน ให้ความเอาใจใส่ต่อตนเองและครอบครัวให้มากขึ้น การทำงานอย่างเดียวจนขาดความสมดุลของชีวิตจะทำให้เกิดความเครียดในการทำงานมากขึ้น จงให้รางวัลแก่ชีวิตตามควร หาเวลาพักผ่อน เพื่อค้นหาความสุขความเรียบง่ายของชีวิตจากธรรมชาติเท่าที่จะหาได้บ้าง
  5. หาเวลาให้กับตนเอง การจดจ่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือมุ่งมั่นมากเกินไปก็จะก่อให้เกิดความเครียด ดังนั้นจึงควรหาเวลาให้กับตนเองที่จะหลุดออกมาจากสิ่งนั้น ไปทำสิ่งอื่นๆที่ตนเองชอบ ตนเองรักและสนุก ก็จะลดความเครียดลงได้
  6. แบ่งงานให้ผู้อื่นมีผลงานบ้าง บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่า งานที่เราทำช่างมากมาย เป็นงานยาก ในขณะที่คนอื่นดูไม่มีงานทำหรือทำไม่ได้ ทั้งนี้เพราะเรามีความรู้สึกว่า งานทีเราทำหากให้ผู้อื่นทำ จะเกิดความเสียหาย ทำไม่เสร็จตามเวลา หรือผู้อื่นทำไม่ได้ดีอย่างที่เราทำ ลองคิดใหม่ทำใหม่ ให้ผู้อื่นช่วยในส่วนที่เขาช่วยเราได้ สอนเขาให้ทำให้เป็นแล้วแบ่งงานให้เขาได้มีผลงาน ไม่มีใครในที่ทำงานที่ไม่อยากมีผลงาน เราต้องทำงานเป็นทีม จงแบ่งงานให้เขาทำ แล้วเราจะรู้ว่า ไม่ใช่เราที่ทำเป็น คนอื่นก็ทำเป็นเช่นกัน
  7. หาที่ปรึกษาปรับทุกข์ เมื่อเกิดความเครียด หรือเกิดปัญหา ควรหาคนที่เราไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท หัวหน้า นักจิตวิทยา พระ นักสอนศาสนา หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อขอคำปรึกษา ปรับทุกข์ บ่อยครั้งที่ปัญหาเล็กๆกลายเป็นปัญหาใหญ่เพียงเพราะเราไม่ใส่ใจหรือลังเลที่จะขอคำปรึกษาแนะนำ
  8. ยอมรับความสำเร็จและความล้มเหลว ในการทำสิ่งใดก็ตามย่อมเกิดผลอยู่สองประการคือ สำเร็จและ ล้มเหลว จงยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น นำเอามาคิดทบทวนแก้ไข อย่าหยิ่งผยองในความสำเร็จและรัญทดท้อแท้ในสิ่งที่ล้มเหลว ดีใจเมื่อสำเร็จ อดทนที่จะเรียนรู้และเติบโตในสิ่งที่ผิดพลาด ที่สำคัญไม่ควรผิดพลาดในสิ่งที่ไม่ควรผิดพลาดหรือผิดซ้ำซาก
  9. ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นความจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จึงควรยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และหาทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญา การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงมีแต่จะสร้างความเครียด การเปิดใจให้กว้างยอมรับการเปลี่ยนแปลงไม่ว่า ที่ทำงาน ชีวิตส่วนตัว สังคมและครอบครัว จะช่วยลดความเครียดให้น้อยลง
  10. การใช้เทคนิคอื่นๆเข้าช่วย เช่น การนั่งสมาธิ การทำสปา การศึกษาธรรมด้วยตนเอง การนวดเส้นคลายเครียด การสร้างจินตนาการ การดูหนังฟังเพลง อ่านหนังสือหรือดูรายการขำขัน ตลกที่ไม่เครียดจนเกินไป การเดินทางท่องเที่ยว การถ่ายและวาดภาพ การทำงานอดิเรกต่างๆ ฯลฯ

 

                จะเห็นได้ว่า คนเราเกิดมาพร้อมกับความเครียด ไม่มีใครหลีกหนีความเครียดไปได้พ้น ความเครียดที่สำคัญส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการทำงานซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อตนเอง ครอบครัว องค์กรและสังคม มนุษย์ทุกคนมีภูมิต้านทานความเครียด และตอบสนองต่อความเครียดได้ไม่เท่าเทียมกัน ขึ้นกับบุคลิกภาพ การเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอน ประสบการณ์และทัศนคติต่อการดำรงชีวิต การบริหารจัดการกับความเครียดจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน การเตรียมตัวเตรียมใจและการฝึกฝนไม่สามารถทำให้ความเครียดหมดไป แต่จะทำให้เรากล้าเผชิญและสามารถฟันฝ่าความเครียดนั้นไปได้    

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

- ความเครียดจากการทำงาน
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนจบ)
- สงครามกับชีวิต (ตอนแรก)
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนแรก)
- จากจานบินสู่กระทงหลงทาง
 
© 2011-2012 All Contents are copyright reserved by CardioOK
Design by MEALphotography.com