13 กรกฏาคม 2013

จากจานบินสู่กระทงหลงทาง

จากจานบินสู่กระทงหลงทาง

                คุณวินัยและคุณสุวิมลสองสามีภรรยามาพบผมเมื่อหลายปีก่อน ทั้งสองป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่คุณวินัยเป็น เบาหวานและไตไม่ค่อยดีร่วมด้วย ทั้งคู่ยังไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เพราะต้องคุมโรงงานที่อุตสาหะสร้างและดูแลมากว่า 50 ปี “ลูกๆก็พอช่วยตนเองได้แล้ว” คุณสุวิมลเล่าให้ฟัง¦ “เรามีลูกด้วยกัน 3 คน โตๆกันหมดแล้ว ต่างคนต่างก็ไปทำมาหากิน เหลือเราสองคนตายายช่วยกันทำมาหากิน จะเลิกก็ยังไม่ได้ เพราะยังมีหนี้อยู่พอสมควร เป็นหนี้เขาก็ต้องใช้ โกงเขาไม่ได้ ชาตินี้ก็ลำบากพอแล้ว” ทุกครั้งที่มาพบ คุณวินัยก็จะถูกผมบ่นตลอด เพราะคุมน้ำตาลไม่ได้ “ไปกินอะไรมา น้ำหนักเพิ่ม น้ำตาลสูง น้ำตาลสะสมก็ยังสูงอยู่” ซึ่งก็มักจะได้คำตอบอะไรทำนองนี้ “เอ๊ะ! ทำไมเป็นแบบนี้ ผมว่าคราวนี้ลดแน่ๆ ไม่ได้กินอะไรเลยจริงๆ อดแทบตายจริงๆ” คุณวินัยมักจะทำตาเศร้าเวลาตอบ ส่วนคุณสุวิภาก็มักเสริมต่อว่า “บอกแล้วไม่เชื่อ ว่าอย่ากิน เห็นไหมเบาหวานยังสูงอยู่” ทำตาคว่ำตาค้อนแล้วก็จะตามด้วย “จริงๆก็ไม่ได้ให้กินอะไรมากแล้ว ทำไมน้ำตาลถึงขึ้นได้” ผมก็มักจะบอกว่า “เบาหวานคือ โรคที่ใช้น้ำตาลไม่ได้ อย่ากินน้ำตาลเข้าไป ไม่ว่าน้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลปึก น้ำตาลกรวด น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม น้ำอ้อย น้ำอัดลม“น้ำตาลไม่ได้กินจริงๆ” คุณสุวิมลตอบแทน “ขนมก็มีน้ำตาลนะ” ผมเอ่ย “ขนมก็กินบ้างไม่มาก” เธอตอบพร้อมกับหันไปบ่นคุณวินัย “บอกแล้วขนมอย่ากินก็ไม่เชื่อ กินข้าวเสร็จต้องเอาของหวานล้างปากทุกที” ผมได้แต่ยิ้มๆทุกครั้ง “โธ่คุณหมอ เห็นใจผมเถอะครับ คราวหน้าต้องลดลงแน่ๆ” คุณวินัยมักจะพูดเช่นนี้เสมอ แต่ทุกครั้งก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ระดับน้ำตาล 180-230 และน้ำตาลสะสมในเลือดยังสูง 8.5-10 ตลอด

                ผมแนะนำให้คุณวินัยทำบัญชีเบาหวานมาให้ดู เพื่อทบทวนปรับปรุงพฤติกรรมการกิน อาหารมื้อเช้าก็ดูโอเค พลังงานประมาณ 400 แคลลอรี่ มื้อกลางวันบางวันมาก บางวันน้อย บางวันไม่กินอะไรเลย แล้วก็ไปหนักมื้อเย็น แถมบางวัน (ส่วนใหญ่ของเดือน) มีมื้อก่อนนอนอีกด้วย ทั้งขนม ของทอด อาหารญี่ปุ่น หรือ ก๋วยเตี๋ยว แล้วอย่างนี้น้ำตาลจะคุมได้อย่างไร “ผมกินมื้อเช้าสาย พอกลางวัน บางทีก็ไม่หิว ก็ไม่ได้กิน พอเย็นก็หิวกินมากหน่อย บางวันแฟนนั่งทำบัญชี ผมก็ต้องคอย หิวก็กินนิดๆหน่อยๆ ไม่อย่างนั้นมันทรมานจริงๆ” คุณวินัยรับสารภาพ “บอกแล้วอย่ากินดึก กินให้เป็นเวลา เฮียก็ไม่เชื่อ” คุณสุวิมลมักพูดเตือนย้ำเสมอ  ผมก็จะแนะนำเรื่องอาหารทั้งชนิดและปริมาณ วิธีปรุง วิธีกิน รวมทั้งกำหนดเวลาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต แต่เบาหวานก็ยังคุมไม่ได้ดี บางครั้งดูเหมือนดีขึ้น แต่พอเดือนต่อมาก็กลับแย่ลงอีก เป็นแบบนี้เรื่อยมา จนไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่มองหน้าทั้งสอง “แล้วคุณหมอคิดว่า จะทำอย่างไร น้ำตาลถึงจะคุมได้” คุณสุวิมลถาม “ก็ต้องคุมอาหาร” ผมตอบแบบกำปั้นทุบดิน “ถ้าไม่คุมอาหารก็จะคุมเบาหวานไม่ได้” “แล้วจะคุมอย่างไรดี” เธอถามอีก ผมยิ้มแต่ในใจคิดต่อเองว่า ‘กลับมาที่เดิมอีกแล้ว’ เหมือนคุณสุวิมลจะเดาใจผมถูก “คุณหมออย่าเพิ่งเบื่อ” ผมยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ยังไม่เบื่อหรอกครับ แต่กำลังหาวิธีที่จะอธิบาย เพื่อให้กลับไปทำและควบคุมเบาหวานให้ได้ดีขึ้นต่างหาก ถ้าพูดแล้ว อธิบายแล้ว ยังทำไม่ได้ แสดงว่า ผมยังอธิบายไม่ดี ทำให้ไม่เข้าใจ จึงไปแก้ไขปรับปรุงไม่ได้ผลตามที่ต้องการ” ผมตอบ เธอก็จะหัวเราะเสียงดัง แล้วผมก็อธิบายใหม่อีกรอบอย่างใจเย็น

                “ผมขอนัดใหม่อีกหนึ่งเดือน ยังไม่เพิ่มยา กลับไปปฏิบัติตัวให้ดี ทั้งสองคนต้องช่วยเตือนกันและกัน เชื่อว่าเบาหวานน่าจะควบคุมได้ดีขึ้น ถ้าคราวหน้าเบาหวานไม่ดี ผมจะโทษคนข้างๆ” ผมพูดแบบยิ้มๆ แต่คุณสุวิมลมีสีหน้าเครียดขึ้น “เขาไม่ดูแลตัวเอง จะโทษคนข้างๆได้อย่างไรคะหมอ” เธอถามอย่างมีอารมณ์ “ก็คนข้างๆไม่ช่วยดูแลและเตือน เอาแต่ซื้อมาให้กิน” ผมลองแหย่ดูแบบเดาสุ่ม เพราะลักษณะคุณวินัยเป็นแบบอะไรก็ได้ ส่วนคุณสุวิมลเป็นแบบนักสู้ผู้พิชิตที่ชอบบงการ เธอยิ้มอย่างอารมณ์ดี “คุณหมอรู้อีก” ผมยิ้มตอบ “เห็นเขาทำงานเหนื่อย เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว เห็นว่าลงดีก็เลยให้กินมากหน่อย” เธอรับสารภาพ “เขาชอบซื้อมาให้กิน ไม่กินก็โดนบ่น” คุณวินัยเสริมสิ่งที่เกิดขึ้นประจำ “ถ้าคุณวินัยไม่ใส่มันลงไปในปาก อาหารก็เข้าไปในร่างกายไม่ได้ เบาหวานก็ไม่ขึ้น” ผมแย้ง “ก็มันเห็นอยู่ตรงหน้า ไม่กินก็เสียดาย ของชอบๆทั้งนั้น” คุณวินัยพยายามแก้ตัว ทั้งคู่หัวเราะเสียงดังก่อนลาจากไป

                หนึ่งเดือนต่อมาทั้งสองกลับมาตรวจตามนัด “เกิดอะไรขึ้น” ผมถาม ทั้งสองมองหน้ากัน ตาเหรอหรา “อะไร น้ำตาลยังสูงอีกเหรอ” คุณสุวิมลโวยวาย “เปล่า” ผมลากเสียงยาว “วันนี้ทำไมน้ำตาลลดฮวบฮาบ ทั้งน้ำตาลในเลือดและน้ำตาลสะสม” “ไหนๆ เหลือเท่าไหร่” คุณสุวิมลถาม ผมหันกระดาษแจ้งผลเลือดไปให้ทั้งสองดู “น้ำตาลเหลือแค่ 100 น้ำตาลสะสมลดเหลือ 7.3” “ของเก่าเท่าไหร่” คุณสุวิมลถาม “ของเก่า น้ำตาล 250 น้ำตาลสะสม 10.5” ผมตอบ “ไปทำอะไรมา ถึงได้ลดลงแบบนี้” ผมถามต่อ คุณสุวิมลหัวเราะเสียงดัง พร้อมกับถามขึ้นว่า “คุณหมอรู้จักจานบินหรือเปล่า” คราวนี้ถึงตาผมหน้าเหรอบ้าง มองหน้าคุณสุวิมลที่ยิ้มเห็นฟันขาว พร้อมกับหันไปยิ้มมองหน้าคุณวินัยเพื่อขอคำอธิบาย คุณวินัยก็ยิ้มแต่ไม่พูด “ไม่มีอะไร แค่จานข้าวมันบินกระจายเต็มบ้าน” คุณสุวิมลเล่าพร้อมหัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุข พร้อมเลาให้ฟังว่า “หลังจากกลับไปบ้าน ก็ไปเคลียร์กัน ฉันบอกเฮียเขาว่า ตั้งแต่นี้ไปต้องคุมกันจริงๆแล้ว ไม่อย่างนั้นเฮียถูกหมอว่า ฉันก็โดนด้วย เฮียไม่คุมแต่ฉันโดนบ่น ยอมไม่ได้ ตั้งแต่วันนั้นก็คุมเข้ม แต่เขาก็ไม่ยอมฟัง จะกินอย่างเดียว วันรุ่งขึ้นกลับมาจากข้างนอก เห็นเขากำลังกินอย่างเมามัน ไม่ยอมคุม ก็เลยดึงจานข้าวออกไม่ให้กิน ตักออกเหลือนิดเดียว เขาไม่พอใจ ขว้างจานข้าวกระแทกประตูครัว จานแตก เขาด่า…. บ่นเสียงดังใหญ่ เราก็เงียบ มองเขาร่อนจานบินอย่างเดียว” คุณวินัยพูดขึ้นบ้างพร้อมกับหัวเราะแบบยอมรับผิด “คุณหมอ ตอนนั้นมันโมโหจริงๆ คนกำลังกิน มาบ่นว่า แถมดึงจานออกไม่ให้กิน ในใจโกรธมาก คิดว่า ไม่กินก็ได้ เลยขว้างจานข้าวประชด มันเหลืออดมาจากวันก่อนด้วย เขาซื้อของมาเยอะแยะเลย พอลงจากรถก็ให้ผมขน ผมก็นึกว่า ผมจะได้กินบ้าง ที่ไหนได้ เขาเอามาให้คนงานกินอย่างเอร็ดอร่อย ผมได้แต่ดูเขากิน คุณหมอคิดดูว่า มันน่าเจ็บใจหรือเปล่า” คุณสุวิมลหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ที่ให้ช่วยถือ เพราะปวดต้นคอ ยกของมากๆ เดี๋ยวต้องไปผ่าตัดอีก และถ้าไม่ทำแบบนี้ก็คุมเบาหวานไม่ได้ คุณหมอ เฮียไม่ได้นั่งดูเขากินอย่างเดียว เขาลุกไปเอาอาหารที่เขากินกันอยู่ไปทิ้งถังขยะด้วย” ทั้งคู่หัวเราะออกมาเสียงดังพร้อมๆกัน ผมยิ้มให้กับทั้งสองคน พร้อมกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีนะที่เบาหวานคุมได้ หากคุมไม่ได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า กลับไปบ้านจะหัวเราะหรือจานจะบินอีกหลายๆรอบหรือเปล่า…..

ผมนัดให้คุณวินัยมาตรวจซ้ำให้อีกสองเดือนข้างหน้า “คุณหมอขา ขอแค่เดือนเดียวพอ หลายเดือนเดี๋ยว อตร อันตราย” คุณสุวิมลคัดค้านเสียงหลง ผมได้แต่หัวเราะ มองหน้าคุณวินัยเพื่อขอความเห็น “ตามใจเขาเถอะครับคุณหมอ จะได้จบๆไป” คุณวินัยพูดไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี ผมเลยตอบตกลง “ได้ครับ อย่างนั้นก็ตามนี้ สองเดือน……” “หนึ่งเดือน ไม่ใช่สองเดือน” คุณสุวิมลค้านขึ้นทันทีโดยไม่รอให้ผมพูดจบ ผมได้แต่ยิ้ม “ผมลองดูว่า ยังตั้งใจฟังผมพูดอยู่หรือเปล่า” ผมพูดแก้เกี้ยว “หนึ่งเดือนก็หนึ่งเดือน” ผมตอบตกลง

ทั้งสองมาตามนัดพร้อมบัญชีเบาหวานทุกเดือน ค่าน้ำตาลยังขึ้นๆลงๆ แต่ระดับน้ำตาลสะสมอยู่ในช่วง 7.2-7.8 “คุณวินัยครับ ค่าน้ำตาลสะสมแม้จะอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ แต่ยังถือว่าสูงอยู่ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เป้าหมายของการคุมเบาหวานที่ดีคือ 7.0 จากบัญชีเบาหวานแสดงให้เห็นว่า อาหารที่กินยังหลากหลาย ยังมีขนม ผลไม้ และเวลากินที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะมื้อเย็น บางวันไม่กินเลย บางวันกินดึกไป” ผมอธิบายพร้อมชี้รายการที่บันทึกมาให้ “คุณหมอครับ อย่างมื้อเช้ากินเยอะหน่อย กลางวันก็ไม่ค่อยหิว ก็เลยกินบ่ายสอง บ่ายสาม มื้อเย็นก็เลยดึกไปบ้าง บางวันแฟนทำงานเลยเวลา ผมต้องนั่งเป็นเพื่อน มันหิวก็ต้องกินนิดหน่อย ไม่อย่างนั้นทนไม่ไหว นอนไม่หลับ แล้วอาหารที่กินเขาก็เป็นคนจัดให้ทั้งนั้น” คุณวินัยอธิบายและเริ่มโยนความไม่ดีมาที่คุณสุวิมล “เห็นไหม บอกไม่เชื่อว่า ต้องกินตรงเวลา หิวไม่หิวก็ต้องกิน ดึกๆห้ามกิน อย่าโทษกันเลย ไล่ไปนอนก็ไม่ไป” คุณสุวิมลเริ่มแก้ตัวให้รอด “อย่าโทษกันเลยครับ เราเป็นคนจัดอาหารให้เขา หากเขาคุมเบาหวานไม่ได้ ก็แสดงว่า การควบคุมยังไม่เข้มแข็งพอ” ผมเสนอไอเดีย “เปล่าจริงๆ บอกก็ไม่ฟัง คุณหมอไม่เห็นตอนเขาอยากกินแล้วไม่ได้กิน เขาโมโหร้ายมาก บ่นด่าเสียๆหาย บางทีก็น้อยใจ ตัวของตัวเองไม่รักก็ไม่รู้จะทำอย่างไร คิดๆไปปล่อยดีกว่า ช่างหัวมัน เผื่ออะไรๆจะดีขึ้นบ้าง” คุณสุวิมลระบายความในใจ “คราวนี้จะกลับไปคุมเข้มจริงๆจังๆแล้ว” คุณสุวิมลพูดก่อนลาจากไป

เดือนต่อมาทั้งสองมาตรวจตามนัด “เป็นอย่างไรบ้าง ค่าน้ำตาลลงไหม น้ำตาลสะสมสูงแค่ไหน ไตเป็นอย่างไร” คุณสุวิมลถามอย่างสนใจในตัวเลขที่เป็นดัชนีชี้วัด “แล้วคิดว่าดีหรือไม่ครับ ผมยังไม่เห็นตัวเลข แต่เชื่อว่า คุณวินัยและคุณสุวิมลต้องทราบแล้วอย่างแน่นอน” ผมตอบ คุณวินัยนั่งนิ่ง แต่คุณสุวิมลหัวเราะร่วนพร้อมกับพูดว่า “ทำไมคุณหมอทราบว่า รู้ค่าแล้ว” ผมยิ้ม ในใจคิด…. ‘อย่างคุณสุวิมล มีหรือจะไม่ถามผลเลือดจากเจ้าหน้าที่ด้านนอกมาก่อนเข้าพบแพทย์ ในเมื่อเธอเป็นผู้จัดการที่ต้องการรู้เรื่องทุกอย่างของคุณวินัย’ “เลือดเป็นอย่างไรบ้าง อันไหนดีอันไหนไม่ดีบ้าง” เธอถามย้ำ

ผมพลิกผลเลือดดู “เกิดอะไรขึ้น วันนี้ทำไมน้ำตาลขึ้นสูงตั้ง 160 น้ำตาลสะสม 8.8 ครั้งก่อนแค่ 7.5 เท่านั้น สงสัยจานไม่บิน ผลเลือดเลยเป็นแบบนี้” ผมกล่าวตำหนิแบบติดตลก ทั้งคู่โดยเฉพาะคุณสุวิมลหัวเราะก๊ากขึ้นพร้อมกัน “บอกไม่เชื่อว่าอย่ากินดึก อย่ากินขนม คุณหมอ พูดอย่างไรก็ไม่ฟัง จะกินให้ได้ เมื่อไม่ฟังก็ปล่อย เห็นไหมว่า ผลจากการตามใจตัวเองเป็นอย่างไร” คุณสุวิมลพูดพร้อมเตือนสติคุณวินัย “ครั้งนี้ผมยอมรับผิดจริงๆ มันสิ้นปี เข้าปีใหม่ งานเลี้ยงเต็มไปหมด” คุณวินัยกล่าวยอมรับ ผมหันไปมองหน้าคุณวินัยพร้อมกับพูดว่า “สุขภาพที่ดีมันไม่มีวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ไม่มีวันต้นเดือน ปลายเดือน ไม่มีวันต้นปี ปลายปี และไม่มีวันหยุดหรือไม่หยุด ต้องทำทุกวัน” “อันนี้ผมเข้าใจดี แต่มันเผลอ อดใจไม่ได้ ของกินมันเต็มไปหมด” คุณวินัยพูดขอความเห็นใจ “คราวหน้าผมรับรองลงแน่ๆครับ” คุณวินัยสัญญาอย่างหนักแน่น “สัญญาแล้วต้องทำให้ได้นะ อายหมอรู้เปล่า” คุณสุวิมลพูดเสียงดุสำทับ “เฮ้อ….” คุณวินัยร้องตัดบทอย่างรำคาญ “สงสัยจานต้องบินอีกสักที” ผมพูดกระเซ้าทั้งสอง แต่จริงๆเป็นการย้ำให้ทั้งสองควบคุมพฤติกรรมการกินอย่างเข้มแข็ง อย่าตามใจปากและต้องไม่ปล่อยไปตามความอยากของคุณวินัยอีกต่อไป

คุณวินัยกลับมาตรวจติดตามอาการอีกครั้ง “สงสัยจะเกิดจานบินอีกแล้ว” ผมถามทั้งสองทันทีที่เข้ามาในห้องตรวจ ทั้งสองหัวเราะเสียงดัง “คุณหมอทราบได้อย่างไร” คุณสุวิมลถาม “เพราะระดับน้ำตาลสะสมลดลงเหลือ 7.5” ผมตอบ “ลดลงขนาดนั้นเลยหรือคะ ไหนๆขอดูผลหน่อย” คุณสุวิมลร้องขอและแทบจะดึงกระดาษผลตรวจไปจากมือของผม “นี่ไง” ผมยื่นผลตรวจพร้อมชี้ข้อมูลให้ทั้งสองดู “ครั้งก่อนเท่าใด” คุณสุวิมลถามอีก “ของเก่า 8.8 ครั้งนี้ 7.5 ไปทำอย่างไรถึงลดลงครับ” ผมตอบพร้อมถามกลับ “ไม่มีอะไร กลับไปคุมเข้มอย่างที่หมอบอก ไม่ให้กินขนม ลดผลไม้ กินอาหารให้ตรงเวลา ไม่ให้กินมื้อดึก” คุณสุวิมลตอบ “แล้วคุณวินัยโอเคหรือเปล่า” ผมถามเพราะคุณวินัยนั่งนิ่งมาตลอด “ผมก็ต้องโอเคสิครับ” คุณวินัยตอบ “คุณหมอ อย่าไปเชื่อ เขาบ่นด่าตลอด แต่เราไม่ฟัง ถ้าทำไม่ได้ เวลามาก็ต้องโดนหมอบ่น มันไม่ใช่เขาโดนคนเดียว เราก็ต้องโดนด้วย เลยไม่สนใจ อยากบ่นก็บ่นไป” คุณสุวิมลเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาอย่างมีอารมณ์เดือด

“แล้วจานไม่บินหรือครับ” ผมแซวต่อ “จานไม่บินแล้วหมอ ให้บินก็แย่สิ เก็บไม่ไหว แถมบาดมืออีกต่างหาก ตอนนี้ทุกอย่างที่เฮียกินใส่กระทงหมด เลยกลายเป็น ‘กระทงหลงทาง’ ลอยไปก็ลอยมาเต็มบ้าน ก็ให้คนงานกวาด” คุณสุวิมลพูดอย่างอารมณ์ดี

ผมทวนคำและหัวเราะในลำคอ “กระทงหลงทาง ….. หึ หึ หึ”         

                ….. การควบคุมเบาหวานต้องช่วยกันออกแบบชีวิต ผลของการออกแบบ มักทำให้คุมเบาหวานได้ดีขึ้น แต่บางครั้งการออกแบบ อาจจะรุนแรงกันไปบ้าง ก็ต้องหาวิธีการและให้อภัยกัน อย่างในกรณีนี้เป็นตัวอย่าง …..

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนจบ)
- สงครามกับชีวิต (ตอนแรก)
- การรักษาทุนมนุษย์ (ตอนแรก)
- ความเครียดจากการทำงาน
- ปล่อยวาง….. (แต่....ไม่ลืม) (ตอนจบ)
 
© 2011-2012 All Contents are copyright reserved by CardioOK
Design by MEALphotography.com